Eng Thai Login Register HomeCheck Mail
ผู้เยี่ยมชมผู้เยี่ยมชมผู้เยี่ยมชมผู้เยี่ยมชมผู้เยี่ยมชมผู้เยี่ยมชม
ความรู้เกี่ยวกับพื้นคอนกรีตอัดแรง
       พื้นคอนกรีตอัดแรง มี 2 ชนิด
1. Pre-Tension Slab ดึงลวดอัดแรงก่อนการเทคอนกรีต เช่น พื้นคอนกรีตสำเร็จรูปต่างๆ Plank Slab, Hollow
    Core Slab
2. Post-Tension Slab ดึงลวดอัดแรงหลังการเทคอนกรีต

ระบบของพื้น Post-Tension
พื้น Post-Tension เป็นระบบพื้นซึ่งดึงลวดอัดแรงภายหลังการเทคอนกรีต จึงจำเป็นต้องร้อยลวดอัดแรงไว้ในท่อเพื่อไม่ให้คอนกรีตจับตัวกับลวดอัดแรง
       1. Bonded System ระบบมีแรงยึดแหนี่ยว ประกอบด้วย
  • Multi Strand ท่อ 1 ท่อร้อยด้วยลวด 2, 3, 4 หรือ 5 เส้น
  • ท่อ เป็นท่อ Galvanized Duct
  • Anchorage 1 set / ลวด 2, 3, 4 หรือ 5 เส้น
  • ต้องมีการอัดน้ำปูนเข้าไปให้เต็มท่อหลังการดึงลวด (GROUTING)
  • หมายเหตุ ปัจจุบันบริษัทฯใช้ระบบนี้
           2. Bonded System ระบบไม่มีแรงยึดแหนี่ยว ประกอบด้วย
  • Mono Strand ท่อ 1 ท่อร้อยด้วยลวด 1 เส้น
  • ท่อ เป็นท่อ PE.
  • Anchorage 1 set / ลวด 1 เส้น
  • ลวดเคลือบด้วยจารบี
  • ระบบนี้ไม่เหมาะสำหรับอาคารที่จะมีการเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์การใช้งานในอนาคต

    ข้อได้เปรียบในการเลือกใช้ระบบพื้น Post-Tension
           1.ด้านสถาปัตยกรรม
  • ความคล่องตัวของพื้นที่ใช้สอย
  • ความสะดวกของงานระบบ(ไม่มีคานขวางการเดินแนวท่อ)
  • ลดความสูงของอาคาร
  •        2.ด้านโครงสร้าง
  • ลดการแอ่นตัวของแผ่นพื้น (Deflection)
  • ทนต่อการแตกร้าว (Good Crack Behavior)
  • สภาพใช้งานดี (Serviceability)
  • โครงสร้างมีความเหนียว (Ductile)
  • Reduce Crack for Slab On Grade

  •        3.ด้านความประหยัด
  • ทางตรง ราคาถูกกว่าโครงสร้าง คสล >10% (ค่าวัสดุ + ค่าแรงงาน) ที่ Span > 6m.
  • ทางอ้อม ประหยัดไม้แบบ, โครงสร้างอื่นๆ (เสา, ฐานราก), ค่าโสหุ้ยการก่อสร้าง

  •        4. ก่อสร้างได้รวดเร็ว
  • Circle Time 7 วันต่อ 1 ชั้น พื้นและคาน คสล.สามารถทำต่อเนื่องกับพื้น PTS. ได้ แต่ต้องระมัดระวังขั้นตอนการทำ
          งาน

  • หลักการพื้นฐานในการออกแบบพื้น Post-Tension

    Material of Post-Tension Bonded System
           1. PC.Strand TIS.420-2540,ASTM A416-96 7-wire Strand(Low Relaxation ) Min. Breaking Strength 18.73 Tons
           2. Anchorage US.ANCHORA System 5BS13, 3BS13, 2BS13
           3. Galvanized Sheath (Flexible Duct)
           4. Concrete (F’c = 320 ksc. At 28 days cylinder)

           5. Mild Steel (Fy = 4,000 kg./cm.2 )

    MILD STEEL หรือ REBAR หมายถึง เหล็กเสริมธรรมดานอกเหนือจากลวด STRAND ซึ่งเสริมเพื่อช่วยรับ MOMENT หรือป้องกันการแตกร้าว และสามารถแบ่งออกเป็นชนิดได้ ดังนี้

    1.เหล็กเสริมล่าง (BOTTOM STEEL) ใช้สำหรับรับ POSITIVE MOMENT ซึ่งจะทำให้เกิดแรงดึงที่ด้านล่างของพื้น เหล็กล่างนี้จะช่วยรับ MOMENT และช่วยกันการแตกร้าวในกรณีที่ มีแรงกระแทก หรือ OVERLOAD โดยปกติจะใช้เหล็ก DB12 GRADE SD40

    2.เหล็กเสริมบนหัวเสา (TOP STEEL) ใช้สำหรับ NEGATIVE MOMENT ซึ่งจะทำให้เกิดแรงดึงที่ด้านบนของพื้น เหล็กเสริมนี้จะต้องวางให้อยู่สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้จะต้องได้ COVERING ด้วย ขอย้ำว่าอย่าเรียกเหล็กเสริมนี้ว่า SHEAR HEAD ขอให้เรียกเหล็กบน

    3.เหล็กเสริมกันระเบิดที่หัว ANCHORAGE ( BURSTING REINFORCEMENT) ใช้สำหรับป้องกันการระเบิดที่หัว ANCHORAGE เนื่องจากในบริเวณนั้นมีแรงอัดของคอนกรีต สูงมาก โดยปกติจะใส่ 3DB12 แต่ DESIGNER บางท่านก็อาจจะใส่ต่างกัน เช่น 4DB12 และ มีเหล็กปลอก

    4.เหล็กเสริมรอบช่องเปิด (TYPICAL REINF AT OPENING ) ใช้สำหรับป้องกันการแตกร้าวบริเวณมุมทั้งสี่ด้านของช่องเปิด ซึ่งโดยทั่วไปอาจจะแตกเป็นแนวทแยงบริเวณมุม การเสริมจะใช้ DB12 เสริมรอบๆ ช่องเปิด และจำนวนของเหล็กจะขึ้นกับขนาดของช่องเปิด

    5.เหล็กเสริมบริเวณที่พื้นติดกับคาน (TYPICAL REINFORCEMENT ON BEAM) ใช้สำหรับ NEGATIVE MOMENT ที่เกิดในพื้นบริเวณที่ต่อกับคาน เช่น จะใส่เหล็ก DB12@ 0.15 ม.

    6.เหล็กเสริมบริเวณที่หักมุม ( TYPICAL REINF AT CORNER ) ใช้สำหรับป้องกันการแตกร้าวบริเวณมุม ซึ่งอาจจะแตกในแนวทแยง ถ้าเป็นมุมที่อยู่ภายในจะต้องใส่ตาม DETAIL ในแบบ แต่ถ้าเป็นมุมที่อยู่รอบๆ นอกของอาคาร อาจจะลดเหล็กลงได้

    7.เหล็กเสริมบริเวณที่พื้นติดกัน LIFT CORE / SHEAR WALL ( TYPICA SLAB – WALL CONNECTION DETAIL ) ใช้สำหรับ MOMENT ในบริเวณที่พื้นต่อกับผนัง LIFT หรือกำแพง และป้องกันรอยแยกจากการดึงลวดด้วย เพราะส่วนใหญ่จะฝัง ANCORAGE เข้าไปในผนัง LIFT เพียง 3-5 ซม. เท่านั้น ซึ่งถ้าเหล็กไม่เพียงพอจะทำให้เกิดรอย CRACK ได้ และในอาคารสูงๆ LIFT CORE และ SHEAR CORE จะทำหน้าที่รับแรงลมซึ่งจะทำให้เกิด MOMENT และ SHEAR ในพื้นส่วนที่ติดกับ CORE / WALL สูงมาก จึงต้องใส่เหล็กเสริมบริเวณนี้ค่อนข้างมากปกติจะใส่เหล็กตะแกรง DB12@ 0.15 ม., T&B

    8.เหล็กเสริมบริเวณ POUR STRIP (TYPICAL REINF AT CLOSURE STRIP ) ใช้สำหรับรับ MOMENT บริเวณ POUR STRIP และป้องกันการแตกร้าวบริเวณร้อยต่อ ซึ่งจะมีโอกาสที่จะแตกร้าวได้มากเพราะว่าพื้นทั้ง 2 ข้างของ POUR STRIP จะรับแรงอัดตลอดเวลา ส่วนพื้น R / C ของ POUR STRIP จะไม่มีแรงอัดอยู่

    9.เหล็กเสริมบริเวณรอยต่อ ( CONSTRUCTION JOINT DETAIL ) ใช้สำหรับป้องกันการแตกร้าวบริเวณรอยต่อคอนกรีต เนื่องจกมีการหยุดเป็นเวลานานมาก ( COLD JOINT ) เหล็กนี้ยังช่วยรับ MOMENT และ SHEAR ด้วย แต่แม้จะเสริมเหล็กก็ตาม ตำแหน่งของ JOINT จะต้องอยู่ห่างจากหัวเสาประมาณ L/5 – L/3 และจะต้องดัดให้ตรงให้ได้ฉากกับพื้น

    10.เหล็กเสริมบริเวณ EXTRA ( TYPICAL INTERIOR DEAD END ANCHORAGE ) ใช้สำหรับรับแรงดึงซึ่งเกิดบริเวณด้านหลังของ DEAD END ที่เป็น EXTRA ปกติจะใส่ DB16 เป็น U-SHAPE 2 ตัวต่อ 1 หัว DEAD EAD

    11.เหล็กตะแกรง ตลอดพื้นที่ต้องเสริมเหล็กตะแกรง DB12@ 0.50 ม. บริเวณ ด้านล่าง


    Equipment
    1. เครื่องดึงลวด
    2. เครื่อง GOUTING

    การก่อสร้างเกี่ยวกับพื้น Post-Tension

    1. รายละเอียด, ลำดับการทำงาน และผู้ที่เกี่ยวข้องในการก่อสร้างพื้นและคาน

    รายละเอียดของงาน Main Contactor C-post
    1.ติดตั้งค้ำยัน แบบหล่อ แบบข้างของพื้น Post-tension  
    2.วางเหล็กเสริมล่าง  
    3.ติดตั้ง Recess, Former, Anchorage  
    4.วางลวดอัดแรง และใส่ท่อ Grout Vent สำหรับใช้ในการอัดน้ำปูน  
    5.วางเหล็กเสริมบน  
    6.เทคอนกรีต  
    7.บ่มคอนกรีต และถอดแบบข้าง  
    8.แกะ Recess Former  
    9.ดึงลงดอัดแรง เมื่อคอนกรีตมีกำลังอัดไม่ต่ำกว่า240 ksc. (Cylinder)  
    10.ตัดปลายลวดหลังจากได้รับอนุญาตจากวิศวกรผู้ควบคุมงาน  
    11.อัดปิดเบ้า Recess บริเวณ Anchorage ด้วยปูนทรา  
    12.ถอดแบบหล่อพื้น และทำการค้ำยันกลับ (Shoring)  
    13.อัดน้ำปูน  
    หมายเหตุ : งานอัดน้ำปูน จะดำเนินการเมื่อบริเวณหน้างานไม่มีนั่งร้าน, ค้ำยัน หรือวัสดุอื่นๆกีดขวาง

    2. ขั้นตอนวิธีการก่อสร้าง

    1. ติดตั้งค้ำยัน แบบหล่อ แบบข้างของพื้น Post-tension
    2. วางเหล็กเสริมล่าง

    3. ติดตั้ง Recess, Former, Anchorage
    4. วางลวดอัดแรง และใส่ท่อ Grout Vent สำหรับใช้ในการอัดน้ำปูน

    5. วางเหล็กเสริมบน
    6. เทคอนกรีต

    7. บ่มคอนกรีต และถอดแบบข้าง
    8. แกะ Recess Former

    9. ดึงลงดอัดแรง เมื่อคอนกรีตมีกำลังอัดไม่ต่ำกว่า240 ksc. (Cylinder)
    10. ตัดปลายลวดหลังจากได้รับอนุญาตจากวิศวกรผู้ควบคุมงาน
    11. อัดปิดเบ้า Recess บริเวณ Anchorage ด้วยปูนทรา

    12. ถอดแบบหล่อพื้น และทำการค้ำยันกลับ (Shoring)
    13. อัดน้ำปูน

    3. Stressing Sequence

    1. ดึงลวดอัดแรงแนว Band 50% ยกเว้นส่วนเสริมพิเศษ (Extra)
    2. ดึงลวดอัดแรงแนว Uniform ทั้งหมด ยกเว้นส่วนเสริมพิเศษ (Extra)
    3. ดึงลวดอัดแรงแนว Band 50% ที่เหลือทั้งหมด
    4. ดึงลวดเสริมพิเศษแนว Band และส่วนที่หยุดบริเวณช่องเปิด ทั้งหมด
    5. ดึงลวดเสริมพิเศษแนว Uniform และส่วนที่หยุดบริเวณช่องเปิดทั้งหมด

    4. Stressing Method

    1. ดึงลวดอัดแรงที่แรง 7.10 ตัน หรือ 37.5 % เพื่อกำหนดตำแหน่งจุดอ้างอิง
        step 1
    2. เพิ่มแรงดันเป็น 14.20 ตัน (75 % Fpu) วัดระยะยืด และคำนวณ Elongation
    3. เพิ่มแรงดันเป็น 14.50 ตัน (77.5 % Fpu) วัดระยะยืด และคำนวณ Elongation
        step 3
    4. เพิ่มแรงดันเป็น 15.จ0 ตัน (80.00 % Fpu) วัดระยะยืด และคำนวณ Elongation
        step 4
    หมายเหตุ หยุดดึงลวดอัดแรงเมื่อ Total Elongation อยู่ระหว่าง 0.95 ถึง 1.05 ของ Theoretical Elongation

    5. Standard Report

    บริษัท ซี - โพส จำกัด (สำนักงาน)
    121/2 ม.4 อาคารศรีเจริญชัย ชั้น 7
    ถ.ติวานนท์ ต.ตลาดขวัญ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
    โทรศัพท์. 0-2968-9311-3 โทรสาร. 0-2968-9314
    บริษัท ซี - โพส จำกัด (โรงงาน)
    20/4 หมู่ 3 ตำบลหน้าไม้
    อำเภอลาดหลุมแก้ว จ. ปทุมธานี 12140
    โทรศัพท์. 0-2977-6210-1 โทรสาร. 0-2977-6212
    C-POST CO.,LTD. ( Laos )
    Ban Xaymoungkhoun, Naxaythong District Vientaine
    Tel : 856 21 620409 , 612063 Fax : 856 21 620409
    Mobile : 020 22211069 , 020 22226999